Radiesse คืออะไร?
ฟิลเลอร์ CaHA กระตุ้นคอลลาเจน ช่วยดูแลผิวและโครงหน้าอย่างไร
Radiesse คืออะไร?
Radiesse คือผลิตภัณฑ์ฉีดกลุ่ม dermal filler / biostimulatory filler ที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ Calcium Hydroxylapatite หรือ CaHA ซึ่งอยู่ในรูปแบบ microspheres แขวนอยู่ใน gel carrier
จุดเด่นของ Radiesse คือให้ผล 2 มิติในผลิตภัณฑ์เดียว คือ
- เติมเต็มหรือพยุงเนื้อเยื่อบางตำแหน่งได้ค่อนข้างเร็ว จากตัว gel carrier
- ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและโครงสร้างผิวบางส่วน ผ่านอนุภาค CaHA ที่ทำหน้าที่เป็น scaffold ภายในเนื้อเยื่อ
ดังนั้น Radiesse จึงไม่เหมือนฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid หรือ HA Filler แบบทั่วไปเสียทีเดียว เพราะ HA Filler เน้นเติมวอลลุ่มและปรับรูปทรงเป็นหลัก ส่วน Radiesse มีคุณสมบัติด้าน biostimulation ร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม Radiesse ไม่ใช่โปรแกรมที่เหมาะกับทุกจุดบนใบหน้า และไม่ควรมองว่าเป็น “ฟิลเลอร์ที่ดีกว่าทุกอย่าง” เพราะข้อดี ข้อจำกัด และตำแหน่งที่เหมาะสมแตกต่างจากฟิลเลอร์ชนิดอื่นอย่างชัดเจน
CaHA คืออะไร?
CaHA หรือ Calcium Hydroxylapatite เป็นสารในกลุ่มแคลเซียมฟอสเฟตที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแร่ธาตุที่พบในกระดูกและฟันของมนุษย์ แต่ CaHA ที่ใช้ใน Radiesse เป็นสารสังเคราะห์ทางการแพทย์ ไม่ใช่การนำกระดูกหรือฟันมนุษย์มาใช้
ใน Radiesse อนุภาค CaHA จะอยู่ในรูป microspheres ขนาดเล็ก กระจายอยู่ใน gel carrier เมื่อฉีดเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อที่เหมาะสม gel carrier จะช่วยให้เกิดการเติมเต็มในช่วงแรก จากนั้นอนุภาค CaHA จะเป็นโครงสร้างให้เซลล์ในผิว โดยเฉพาะ fibroblast ทำงานและค่อย ๆ เกิดกระบวนการสร้าง extracellular matrix เช่น collagen, elastin และองค์ประกอบอื่นของผิว
สรุปแบบง่ายที่สุดคือ
Radiesse = CaHA microspheres + gel carrier
ให้ผลทั้งการเติมเต็มบางส่วน และการกระตุ้นคุณภาพผิวเชิงโครงสร้าง
Radiesse ทำงานอย่างไร?
กลไกของ Radiesse สามารถอธิบายเป็น 4 ขั้นตอน
1. Gel carrier ช่วยให้เห็นการเติมเต็มในช่วงแรก
หลังฉีด Radiesse ตัว gel carrier จะช่วยพยุงหรือเติมเต็มเนื้อเยื่อในบริเวณที่ทำ ทำให้บางตำแหน่งอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า biostimulator บางกลุ่มที่ต้องรอการสร้างคอลลาเจนเป็นหลัก
2. CaHA microspheres ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างในเนื้อเยื่อ
อนุภาค CaHA จะกระจายอยู่ในบริเวณที่ฉีดและทำหน้าที่คล้าย scaffold หรือโครงสร้างรองรับภายในผิว เมื่อวางในชั้นที่ถูกต้อง จะช่วยให้เนื้อเยื่อเกิดการตอบสนองด้านการฟื้นฟู
3. กระตุ้น fibroblast และ extracellular matrix
fibroblast เป็นเซลล์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง collagen และองค์ประกอบของผิว เมื่อได้รับการกระตุ้นอย่างเหมาะสม ผิวอาจค่อย ๆ มีความแน่น ยืดหยุ่น และคุณภาพผิวดีขึ้นในบางราย
4. ผลลัพธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนตามเวลา
ผลของ Radiesse ไม่ได้มาจากการเติมเต็มเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจนตามการตอบสนองของร่างกาย ผลลัพธ์จริงจึงขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว ตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณที่ใช้ เทคนิคของแพทย์ และการดูแลหลังทำ
Radiesse ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?
Radiesse อาจเหมาะกับการดูแลปัญหาต่อไปนี้
- ร่องแก้มระดับปานกลางถึงลึกบางกรณี
- ผิวขาดความแน่นหรือเริ่มเสียโครงสร้างตามวัย
- กรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัดในบางลักษณะ
- คางหรือ jawline ที่ต้องการการพยุงเนื้อเยื่อบางส่วน
- หลังมือที่ดูเส้นเลือดหรือเส้นเอ็นชัดจากการสูญเสียวอลลุ่ม
- ผิวบริเวณบางพื้นที่ที่ต้องการการฟื้นฟูคุณภาพผิวผ่านเทคนิค diluted หรือ hyperdiluted
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องการเติมวอลลุ่มแบบนิ่มมากเกินไป
แต่ต้องย้ำว่า Radiesse ไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะกับทุกตำแหน่ง เช่น ริมฝีปาก ใต้ตา หรือบริเวณรอบดวงตาเป็นตำแหน่งที่ต้องระวังมาก และโดยทั่วไปไม่ได้เป็นจุดหลักที่แนะนำสำหรับ Radiesse
Radiesse เหมาะกับใคร?
Radiesse อาจเหมาะกับผู้ที่มีลักษณะดังนี้
- อายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป และเริ่มรู้สึกว่าผิวไม่แน่นเหมือนเดิม
- มีร่องลึกหรือ volume loss บางตำแหน่ง
- ต้องการดูแลผิวและโครงหน้าในมิติที่มากกว่าการเติมฟิลเลอร์ทั่วไป
- ต้องการกรอบหน้า คาง หรือ jawline ที่ดูมีโครงสร้างขึ้นในบางกรณี
- ต้องการผลลัพธ์ที่ค่อย ๆ ดูดีขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจนร่วมด้วย
- ไม่ต้องการฉีดซ้ำบ่อยเกินไปเมื่อเทียบกับ filler บางชนิด
- ต้องการดูแลหลังมือที่เริ่มดูผอม เห็นเส้นเลือดหรือเส้นเอ็นชัด
ใครบ้างที่ไม่ควรฉีด Radiesse หรือควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ?
ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงหรือแจ้งแพทย์ก่อนทำ ได้แก่
- ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงหลายชนิด
- ผู้ที่เคยมีภาวะแพ้รุนแรงแบบ anaphylaxis
- ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
- ผู้ที่แพ้ lidocaine หรือยาชากลุ่ม amide ในกรณีใช้ Radiesse (+)
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมี bleeding disorder
- ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาที่เพิ่มโอกาสช้ำ/เลือดออก
- ผู้ที่มีการติดเชื้อ ผื่น สิวอักเสบ หรือแผลบริเวณที่จะฉีด
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรืออายุต่ำกว่า 18 ปี
- ผู้ที่มีประวัติแผลนูน คีลอยด์ หรือ hypertrophic scar
- ผู้ที่คาดหวังให้เห็นผลถาวร หรือคาดหวังการเปลี่ยนรูปหน้าทันทีแบบชัดเจนเกินจริง
การประเมินก่อนฉีดจึงสำคัญมาก เพราะ Radiesse เป็น filler ที่ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องชั้นผิว anatomy และเทคนิคการวางผลิตภัณฑ์อย่างแม่นยำ
Radiesse ต่างจาก HA Filler อย่างไร?
หลายคนเรียก Radiesse ว่า “ฟิลเลอร์” ซึ่งไม่ผิดในเชิงหมวดผลิตภัณฑ์ แต่กลไกของ Radiesse ต่างจาก HA Filler ค่อนข้างชัดเจน
| ประเด็น | Radiesse | HA Filler |
|---|---|---|
| สารหลัก | Calcium Hydroxylapatite หรือ CaHA | Hyaluronic Acid |
| กลไกหลัก | เติมเต็ม + กระตุ้นคอลลาเจน | เติมวอลลุ่ม/เติมร่อง/ปรับรูปทรง |
| ลักษณะผลลัพธ์ | ให้โครงสร้าง ค่อนข้าง firm และมี biostimulation | นิ่ม ยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับรุ่นและ cross-link |
| การเห็นผล | บางส่วนเห็นเร็วจาก gel carrier และค่อย ๆ ดีขึ้นจากคอลลาเจน | เห็นผลเร็วหลังฉีด |
| การสลาย | ไม่สามารถสลายด้วย hyaluronidase แบบ HA ได้ | HA Filler บางชนิดสามารถใช้เอนไซม์สลายได้ |
| ตำแหน่งที่ | ร่องแก้มบางกรณี กรอบหน้า คาง หลังมือ งานผิวแบบ diluted/hyperdiluted | ใต้ตา ร่องแก้ม ปาก คาง ขมับ แก้ม และหลายตำแหน่ง |
| เหมาะกับ | คนที่ต้องการความแน่น โครงสร้าง และการกระตุ้นคอลลาเจน | คนที่ต้องการเติมวอลลุ่มหรือแก้จุดเฉพาะอย่างแม่นยำ |
สรุปคือ หากต้องการเติมปาก ใต้ตา หรือแก้ร่องเฉพาะจุดที่ต้องการความนิ่มและปรับแก้ได้ง่าย HA Filler อาจเหมาะกว่า แต่หากต้องการโครงสร้างที่ firm ขึ้นและมีผลด้าน biostimulation ร่วมด้วย Radiesse อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
Radiesse ต่างจาก Sculptra อย่างไร?
Radiesse และ Sculptra อยู่ในกลุ่ม biostimulator เหมือนกัน แต่ไม่ใช่สารชนิดเดียวกัน และผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
| ประเด็น | Radiesse | Sculptra |
|---|---|---|
| สารหลัก | CaHA | PLLA |
| ผลช่วงแรก | อาจมีผลเติมเต็มเร็วกว่า เพราะมี gel carrier | ผลจากน้ำผสมอาจอยู่ชั่วคราว ต้องรอการสร้างคอลลาเจน |
| เป้าหมาย | เติมเต็มบางตำแหน่ง + biostimulation | กระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว |
| ลักษณะงาน | เหมาะกับงานโครงสร้างบางตำแหน่ง และ skin quality ในรูปแบบ dilute/hyperdilute | เหมาะกับการฟื้นฟู volume loss และคุณภาพผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป |
| การวางแผน | ประเมินตามตำแหน่งและความลึก | มักวางแผนเป็นคอร์สหลายครั้ง |
| ความเหมาะสม | คนที่ต้องการผลทันทีบางส่วนร่วมกับการกระตุ้นผิว | คนที่รับได้กับผลลัพธ์ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า |
Radiesse ต่างจาก Skin Booster, Rejuran และ Exosome อย่างไร?
| プログラム | จุดเด่นหลัก | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| Radiesse | CaHA เติมเต็มบางส่วน + กระตุ้นคอลลาเจนและ ECM | ผิวขาดความแน่น โครงสร้างผิวเริ่มหย่อน กรอบหน้าบางกรณี |
| Skin Booster | เพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นผิว | ผิวแห้ง ขาดน้ำ ไม่ฉ่ำ |
| リジュラン | ฟื้นฟูคุณภาพผิวบางลักษณะ | ผิวบาง ผิวอ่อนแอ รอยเล็ก ๆ |
| Exosome | ดูแลคุณภาพผิวเชิง regenerative skincare ตามชนิดผลิตภัณฑ์ | ผิวโทรม ต้องการฟื้นฟูภาพรวม |
| Sculptra | กระตุ้นคอลลาเจนด้วย PLLA | ผิวขาด volume และความแน่นแบบค่อยเป็นค่อยไป |
ถ้าปัญหาหลักคือผิวแห้ง Skin Booster อาจตอบโจทย์กว่า
ถ้าปัญหาหลักคือผิวขาดความแน่นและโครงสร้างเริ่มหย่อน Radiesse หรือ Sculptra อาจเหมาะกว่า
ถ้าปัญหาหลักคือริ้วรอยจากกล้ามเนื้อ Botox อาจตรงจุดกว่า
Radiesse มีกี่รุ่น?
โดยทั่วไป Radiesse ที่พบในตลาดต่างประเทศมี 2 กลุ่มหลัก
1. Radiesse
เป็นสูตร Calcium Hydroxylapatite แบบไม่มี lidocaine ในตัว เหมาะกับการใช้ตามข้อบ่งใช้และเทคนิคของแพทย์
2. Radiesse (+) หรือ Radiesse Plus
เป็นสูตรที่มี lidocaine ผสมอยู่ เพื่อช่วยลดความเจ็บระหว่างฉีด โดยยังมี CaHA เป็นส่วนประกอบหลักเหมือนเดิม
ก่อนทำควรสอบถามคลินิกให้ชัดเจนว่าใช้รุ่นใด ปริมาณกี่ cc เปิดกล่องใหม่หรือไม่ และสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่
Radiesse ฉีดตำแหน่งไหนได้บ้าง?
ตำแหน่งที่มักนำมาประเมิน ได้แก่
- ร่องแก้ม หรือ nasolabial folds
- กรอบหน้า หรือ jawline ในบางกรณี
- คางบางลักษณะ
- แก้มส่วนล่างบางตำแหน่ง
- หลังมือที่มี volume loss
- ผิวบริเวณบางส่วนที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวด้วยเทคนิค diluted หรือ hyperdiluted ตามการประเมินของแพทย์
ตำแหน่งที่ควรระวังหรือไม่ควรใช้เป็น routine ได้แก่
- ริมฝีปาก
- ใต้ตา
- รอบดวงตา
- บริเวณที่มีเส้นเลือดสำคัญจำนวนมาก
- ตำแหน่งที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบ
Radiesse แบบ Diluted และ Hyperdiluted คืออะไร?
Radiesse สามารถใช้ได้หลายรูปแบบตามเป้าหมายการรักษา
Radiesse แบบ Undiluted
เป็นการใช้ผลิตภัณฑ์แบบไม่เจือจางหรือเจือจางน้อย มักเน้นเรื่องการเติมเต็ม การพยุงเนื้อเยื่อ หรือเสริมโครงสร้างในบางตำแหน่ง
Radiesse แบบ Diluted
เป็นการเจือจางในสัดส่วนหนึ่ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์กระจายตัวได้ดีขึ้น ลดความหนืด และเน้นผลด้าน biostimulation มากขึ้น
Radiesse แบบ Hyperdiluted
เป็นการเจือจางมากขึ้น โดยมักใช้ในงานฟื้นฟูคุณภาพผิว พื้นที่กว้าง หรือบริเวณที่ไม่ต้องการเพิ่ม volume ชัดเจน เช่น คอ ผิวบางตำแหน่ง หรือผิวที่ต้องการความแน่นและความยืดหยุ่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทคนิค diluted และ hyperdiluted ต้องอาศัยแพทย์ที่เข้าใจชั้นผิว ปริมาณ การกระจายตัว และข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรทำกับผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ
Radiesse เห็นผลเมื่อไหร่?
ผลลัพธ์ของ Radiesse มี 2 ระยะ
ระยะที่ 1 หลังฉีดทันทีหรือช่วงแรก
อาจเห็นการเติมเต็มหรือการพยุงผิวบางส่วนจาก gel carrier แต่ช่วงแรกอาจมีอาการบวมร่วมด้วย จึงยังไม่ควรตัดสินผลลัพธ์ทันที
ระยะที่ 2 ช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
เป็นช่วงที่กระบวนการสร้าง collagen และ extracellular matrix ค่อย ๆ เกิดขึ้น ผิวอาจดูแน่นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น หรือคุณภาพดีขึ้นในบางราย
ผลลัพธ์จริงจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และควรประเมินตามระยะเวลาที่แพทย์นัดติดตาม
Radiesse อยู่ได้นานแค่ไหน? เข้าใจอายุผลลัพธ์ก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อยที่สุดก่อนฉีด Radiesse คือ “ทำแล้วอยู่ได้นานไหม” คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ Radiesse จัดเป็นฟิลเลอร์ที่ให้ผลลัพธ์ยืนยาวกว่าฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกทั่วไป โดยผลโดยเฉลี่ยอยู่ได้ราว 12 ถึง 18 เดือน และในหลายเคสที่ดูแลต่อเนื่องดีก็สามารถคงผลได้ยาวถึงประมาณ 2 ปี อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ไม่ใช่ค่าตายตัว เพราะระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับร่างกายและบริเวณที่รักษาของแต่ละคน
ทำไม Radiesse ถึงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ทั่วไป
ความพิเศษของ Radiesse อยู่ที่กลไกแบบ “สองจังหวะ” ในเข็มเดียว ตัวยาเป็นแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) ที่แขวนลอยในเนื้อเจล เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว เนื้อเจลจะให้วอลลุ่มและการยกกระชับเห็นผลได้ทันที จากนั้นไมโครสเฟียร์ของ CaHA จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างค้ำใต้ผิว คอยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ผลที่ได้จึงไม่ได้พึ่งพาแค่ตัวเจล แต่ต่อยอดด้วยคอลลาเจนธรรมชาติที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและดูเป็นธรรมชาติ
อายุผลลัพธ์ต่างกันตามบริเวณที่ฉีด
แต่ละตำแหน่งบนใบหน้ามีการเคลื่อนไหวไม่เท่ากัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความคงทนของผลลัพธ์ บริเวณที่ขยับน้อยอย่างแก้มมักคงผลได้นานที่สุด ขณะที่บริเวณที่เคลื่อนไหวบ่อยจะสลายตัวเร็วกว่าเล็กน้อย โดยภาพรวมที่พบทั่วไปคือ
- แก้ม: เป็นพื้นที่ที่เก็บผลได้ดี เพราะเคลื่อนไหวน้อย ผลมักอยู่ได้นานราว 18 เดือน
- กราม: มีการขยับขณะพูดและแสดงสีหน้า ทำให้ผลอยู่ประมาณ 12–15 เดือน
- ร่องแก้ม: อยู่ได้ราว 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอายุของแต่ละคน
ตัวยาสลายไปไหน และปลอดภัยหรือไม่
หลายคนกังวลว่าตัวยาจะค้างอยู่ในร่างกายหรือไม่ ในความเป็นจริงอนุภาค CaHA จะค่อยๆ ถูกร่างกายย่อยสลายตามธรรมชาติในช่วงประมาณ 2–3 เดือนเป็นต้นไป โดยแตกตัวเป็นแคลเซียมและฟอสเฟตที่ร่างกายขับออกผ่านกระบวนการเผาผลาญปกติ ส่วนคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นมาจะยังคงทำหน้าที่ต่อ ทำให้ผลลัพธ์ค่อยๆ จางลงอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่หายไปแบบฉับพลัน
ปัจจัยที่ทำให้ผลอยู่ได้นานหรือสั้นต่างกัน
แม้ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12–18 เดือน แต่ผลของแต่ละคนต่างกันได้ตามปัจจัยเหล่านี้
- อัตราการเผาผลาญของร่างกาย: ผู้ที่เผาผลาญเร็วมักสลายตัวยาเร็วกว่า
- บริเวณและปริมาณยาที่ใช้: สัมพันธ์กับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละบุคคล
- เทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์: มีผลต่อทั้งความเป็นธรรมชาติและความคงทน
- ไลฟ์สไตล์: การสูบบุหรี่ การโดนแดด และการดูแลผิว ล้วนส่งผลต่ออายุของผลลัพธ์
まとめ
Radiesse คือทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เห็นชัดทันทีและคงอยู่ได้นาน ด้วยจุดเด่นของการเป็นทั้งตัวเติมวอลลุ่มและตัวกระตุ้นคอลลาเจนในคราวเดียว โดยทั่วไปผลอยู่ได้ราว 12–18 เดือน และยืดได้ถึง 2 ปีเมื่อดูแลต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินบริเวณ ปริมาณ และแผนการดูแลที่เหมาะกับผิวของแต่ละคนโดยเฉพาะ
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ผลลัพธ์ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนตัดสินใจทำหัตถการ
Radiesse ต้องฉีดกี่ cc หรือกี่หลอด?
ปริมาณ Radiesse ที่ใช้ขึ้นอยู่กับ
- ตำแหน่งที่ต้องการทำ
- ระดับร่องลึกหรือ volume loss
- ความหย่อนของผิว
- ความหนาของผิว
- เป้าหมายของผลลัพธ์
- ต้องการเติมเต็มหรือเน้น biostimulation
- ใช้เทคนิค undiluted, diluted หรือ hyperdiluted
บางเคสใช้เพียง 1 กล่อง บางเคสอาจต้องมากกว่านั้น แต่ไม่ควรเลือกจากจำนวน cc เพียงอย่างเดียว แพทย์ควรประเมินทั้งใบหน้าเพื่อให้ผลลัพธ์สมดุลและปลอดภัย
Radiesse ราคาเท่าไหร่?
ที่ Lollana Clinic ราคา Radiesse เริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อกล่อง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์แท้และมาตรฐานการดูแลที่ปลอดภัย ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายจริงของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนกล่องหรือปริมาณที่ใช้ตามสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละบุคคล รุ่นของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ ตำแหน่งและบริเวณที่ต้องการรักษา เทคนิคการฉีดที่เหมาะกับโครงหน้า ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำ มาตรฐานความปลอดภัยของคลินิก รวมถึงการติดตามและดูแลผลหลังการรักษา
สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ การเลือกฉีด Radiesse ไม่ควรตัดสินใจจากราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะนี่คือหัตถการที่ต้องอาศัยทั้งผลิตภัณฑ์ของแท้ การประเมินใบหน้าที่แม่นยำ และเทคนิคการฉีดที่ละเอียดอ่อน หากพบราคาที่ถูกผิดปกติจนน่าสงสัย ควรตรวจสอบให้รอบคอบทั้งแหล่งที่มาของสินค้า รุ่นผลิตภัณฑ์ ฉลาก เลขล็อตการผลิต และคุณสมบัติของผู้ทำหัตถการ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง
วิธีดู Radiesse ของแท้ควรเช็กอะไรบ้าง?
ก่อนฉีดควรขอดูผลิตภัณฑ์และตรวจสอบเบื้องต้น เช่น
- กล่องอยู่ในสภาพสมบูรณ์
- มีเลขล็อตและวันหมดอายุชัดเจน
- เป็นผลิตภัณฑ์ที่คลินิกสามารถอธิบายแหล่งที่มาได้
- มีฉลากและเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบได้
- แพทย์เปิดกล่องหรือเตรียมผลิตภัณฑ์ให้เห็นอย่างเหมาะสม
- ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์แบ่งฉีดจากแหล่งที่ไม่ชัดเจน
- ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเอกสารหรือราคาถูกผิดปกติ
หากคลินิกไม่สามารถแสดงผลิตภัณฑ์ให้ตรวจสอบได้ ควรหลีกเลี่ยง
ขั้นตอนการฉีด Radiesse โดยทั่วไป
- お顔の状態を相談する
แพทย์ประเมินปัญหา สัดส่วนใบหน้า ชั้นผิว และความเหมาะสม - 施術部位と使用量の計画
เลือกตำแหน่ง ปริมาณ และเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละบุคคล - ทำความสะอาดผิวและเตรียมผลิตภัณฑ์
ใช้หลัก aseptic technique เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ - ฉีดในชั้นเนื้อเยื่อที่เหมาะสม
แพทย์อาจใช้เข็มหรือ cannula ตามตำแหน่งและเทคนิค - ประเมินความสมดุลหลังฉีด
ตรวจความเรียบ การกระจายตัว และความสมมาตรเบื้องต้น - 施術後のケア案内
แจ้งข้อควรระวัง อาการที่พบได้ และสัญญาณผิดปกติที่ต้องรีบติดต่อคลินิก
หลังฉีด Radiesse ดูแลตัวเองอย่างไร?
แนวทางทั่วไปหลังฉีด ได้แก่
- 施術直後は、施術部位に触れたり、こすったり、かいたり、強くマッサージしたりしないでください。
- 最初の24時間は、メイクや刺激の強いスキンケア製品の使用を控えるか、クリニックの指示に従ってください。
- 最初の24~48時間は、サウナ、スチームバス、激しい運動、強い日差しなど、熱を伴う環境を避けてください。
- 日焼け止めを使用し、肌の保湿を心がけてください。
- 腫れや内出血が出やすい方は、施術後しばらくの間、飲酒を控えてください。
- 痛み、腫れ、赤み、熱感、発疹、または改善しない異常な症状がある場合は、クリニックへ連絡し、追加の確認を受けてください。
施術後には、赤み、注入部位の小さな膨らみ、部分的な腫れ、内出血などが見られることがあります。症状の程度や持続期間は、肌状態、施術方法、個人の反応によって異なります。
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีด Radiesse
อาการที่พบได้หลังฉีด ได้แก่
- บวม
- แดง
- ช้ำ
- เจ็บหรือกดเจ็บ
- คัน
- เลือดออกเล็กน้อยบริเวณรอยเข็ม
- คลำได้เป็นก้อนหรือตุ่มในบางราย
- ผิวไม่เรียบในช่วงแรก
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่สำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อ ก้อนอักเสบ การอุดตันของหลอดเลือด ผิวขาดเลือด เนื้อตาย หรือปัญหาทางการมองเห็น ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที
Radiesse อันตรายไหม?
Radiesse เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลทางการแพทย์และมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ แต่ยังเป็นหัตถการฉีดที่มีความเสี่ยงเหมือน dermal filler ทุกชนิด
ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัยหลัก
- ใช้ผลิตภัณฑ์แท้
- แพทย์ประเมินข้อห้ามก่อนทำ
- ฉีดในตำแหน่งและชั้นผิวที่ถูกต้อง
- ใช้ปริมาณเหมาะสม ไม่ overcorrect
- มีการดูแลหลังทำและติดตามผล
สิ่งที่ต้องระวังคือ Radiesse ไม่ใช่ HA Filler จึงไม่สามารถใช้ hyaluronidase สลายแบบฟิลเลอร์ HA ได้ หากฉีดผิดตำแหน่งหรือเกิดปัญหา การแก้ไขอาจซับซ้อนกว่า จึงควรเลือกแพทย์และคลินิกอย่างรอบคอบ
ควรเลือกฉีด Radiesse ที่ไหนดี?
ควรเลือกคลินิกที่มีคุณสมบัติดังนี้
- มีแพทย์เป็นผู้ประเมินและทำหัตถการ
- ใช้ผลิตภัณฑ์แท้ ตรวจสอบได้
- อธิบายข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา
- ไม่รับประกันผลเกินจริง
- มีการถ่ายรูปก่อนทำเพื่อใช้ติดตามผล
- มีระบบติดตามหลังทำ
- มีช่องทางติดต่อหากเกิดอาการผิดปกติ
- ไม่ขายจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
- แนะนำโปรแกรมตามปัญหาจริง ไม่บังคับฉีดเกินความจำเป็น
ราคาเริ่มต้น Radiesse 1 กล่อง 35,000 บาท
ราคาขึ้นอยู่กับสูตรผลิตภัณฑ์ ปริมาณ ตำแหน่ง จำนวนครั้ง และแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล แนะนำให้ประเมินสภาพผิวก่อนรับบริการ เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะกับปัญหาผิวจริงและไม่เกินความจำเป็น
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Radiesse
Radiesse คือฟิลเลอร์ไหม?
Radiesse จัดอยู่ในกลุ่ม dermal filler / injectable implant แต่ต่างจาก HA Filler เพราะมีส่วนประกอบหลักเป็น CaHA และมีคุณสมบัติด้าน biostimulation หรือการกระตุ้นคอลลาเจนร่วมด้วย
Radiesse กับฟิลเลอร์ HA ต่างกันอย่างไร?
HA Filler เน้นเติมวอลลุ่มและปรับรูปทรง ส่วน Radiesse มีทั้งผลเติมเต็มบางส่วนและกระตุ้นคอลลาเจน Radiesse ไม่สามารถสลายด้วย hyaluronidase แบบ HA Filler ได้
Radiesse เห็นผลทันทีไหม?
บางส่วนอาจเห็นผลเร็วจาก gel carrier แต่ผลด้านคุณภาพผิวและคอลลาเจนต้องใช้เวลา โดยมักค่อย ๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
Radiesse อยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปมักอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือนในหลายกรณี แต่บางรายอาจนานกว่านั้นหรือสั้นกว่านั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ปริมาณ เทคนิค และการตอบสนองของร่างกาย
Radiesse ฉีดกี่ cc ถึงจะพอ?
ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปัญหา บางคนใช้ 1 กล่อง บางคนอาจต้องมากกว่า ควรให้แพทย์ประเมิน ไม่ควรกำหนดจากรีวิวของคนอื่น
Radiesse ฉีดใต้ตาได้ไหม?
โดยทั่วไปใต้ตาเป็นตำแหน่งที่ต้องระวังมาก และไม่ใช่ตำแหน่งหลักที่เหมาะกับ Radiesse หากต้องการแก้ใต้ตา HA Filler บางรุ่นอาจเหมาะกว่า แต่ต้องประเมินโดยแพทย์
Radiesse ฉีดปากได้ไหม?
Radiesse ไม่เหมาะกับริมฝีปาก และมีรายงานเรื่องก้อนเมื่อนำไปใช้บริเวณริมฝีปาก หากต้องการเติมปากควรพิจารณา HA Filler ที่ออกแบบมาสำหรับริมฝีปากมากกว่า
Radiesse ฉีดกรอบหน้าได้ไหม?
สามารถประเมินได้ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการโครงสร้างหรือ jawline ที่ดูชัดขึ้น แต่ต้องพิจารณาชั้นผิว ความหย่อน และสัดส่วนใบหน้าอย่างละเอียด
Radiesse ฉีดแล้วเป็นก้อนได้ไหม?
มีโอกาสเกิดก้อน ตุ่ม หรือผิวไม่เรียบได้ โดยเฉพาะหากฉีดผิดชั้น ใช้ปริมาณไม่เหมาะสม หรือกระจายตัวไม่ดี จึงควรทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์
Radiesse สลายได้ไหม?
Radiesse ค่อย ๆ สลายตามกระบวนการของร่างกาย แต่ไม่สามารถใช้ hyaluronidase สลายได้แบบ HA Filler
Radiesse เหมาะกับคนอายุเท่าไหร่?
มักเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวขาดความแน่น ร่องลึก หรือ volume loss ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่ควรยึดอายุเพียงอย่างเดียว ควรประเมินจากสภาพผิวจริง
Radiesse ทำให้หน้าดูแข็งไหม?
ถ้าฉีดในตำแหน่ง ปริมาณ และชั้นผิวที่เหมาะสม ผลลัพธ์ควรดูเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าฉีดมากเกินไปหรือผิดตำแหน่ง อาจทำให้ใบหน้าดูแข็งหรือไม่สมดุลได้
Radiesse กับ Sculptra อะไรดีกว่า?
ไม่มีตัวไหนดีกว่าทุกกรณี Radiesse เหมาะกับคนที่ต้องการผลเติมเต็มบางส่วนร่วมกับ biostimulation ส่วน Sculptra เหมาะกับการกระตุ้นคอลลาเจนแบบค่อยเป็นค่อยไปในแผนระยะยาว ควรให้แพทย์เลือกตามปัญหาผิว
Radiesse ทำร่วมกับ Botox ได้ไหม?
บางกรณีสามารถทำร่วมกันได้ เพราะ Botox และ Radiesse ทำงานคนละกลไก Botox ลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ส่วน Radiesse เติมเต็มและกระตุ้นคอลลาเจน แต่ควรให้แพทย์วางแผนลำดับการทำ
Radiesse ทำร่วมกับ HIFU หรือ Thermage ได้ไหม?
อาจทำร่วมกันได้ในบางเคส แต่ควรวางแผนลำดับและระยะห่างอย่างเหมาะสม เพราะกลุ่มพลังงานและสารฉีดมีผลต่อเนื้อเยื่อคนละแบบ
หลังฉีด Radiesse แต่งหน้าได้ไหม?
ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าทันทีในช่วงแรก เพื่อลดความเสี่ยงการระคายเคืองหรือปนเปื้อนบริเวณรอยเข็ม ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์
หลังฉีด Radiesse ต้องนวดไหม?
ไม่ควรนวดเองหากแพทย์ไม่ได้แนะนำ เพราะแต่ละตำแหน่งและเทคนิคแตกต่างกัน การนวดผิดวิธีอาจทำให้ผลิตภัณฑ์กระจายตัวไม่เหมาะสม
Radiesse ราคาแพงกว่า filler ทั่วไปไหม?
ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณ รุ่นสินค้า เทคนิค และมาตรฐานคลินิก โดยมักไม่ควรเปรียบเทียบจากราคา cc ต่อ cc กับ HA Filler อย่างเดียว เพราะกลไกและเป้าหมายการรักษาไม่เหมือนกัน
สรุป Radiesse เหมาะกับใคร และควรตัดสินใจอย่างไร?
Radiesse เป็นผลิตภัณฑ์ฉีดกลุ่ม CaHA ที่มีจุดเด่นเรื่องการเติมเต็มบางส่วนและการกระตุ้นคุณภาพผิวเชิงโครงสร้าง เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวขาดความแน่น ร่องลึกบางตำแหน่ง กรอบหน้าบางลักษณะ หรือหลังมือที่สูญเสีย volume
แต่ Radiesse ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่ใช้ได้ทุกตำแหน่ง ไม่สามารถสลายด้วย hyaluronidase และต้องอาศัยแพทย์ที่เข้าใจ anatomy และเทคนิคการฉีดอย่างถูกต้อง
หากสนใจ Radiesse ควรเริ่มจากการปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิว โครงหน้า ความคาดหวัง และข้อห้ามเฉพาะบุคคลก่อนตัดสินใจทำทุกครั้ง
แหล่งอ้างอิงที่ควรใส่ท้ายบทความ
- RADIESSE Injectable Implant Instructions for Use
- FDA Summary of Safety and Effectiveness Data: RADIESSE (+) Lidocaine Injectable Implant
- RADIESSE Official Provider Information: Mechanism of Action
- Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology: Calcium Hydroxylapatite Over a Decade of Clinical Experience
- Consensus Recommendations for Hyperdiluted Calcium Hydroxylapatite as a Face and Body Biostimulatory Agent
- Aesthetic Surgery Journal: The Role of Calcium Hydroxylapatite as a Regenerative Aesthetic Treatment